Sheepnetwork

ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก »

You're currently on:

    • เพิ่มสินค้า หัวต่อสายไฟเบอร์ออพติก (SC Light Crimp Plus Connector, Simplex, Multimode, 50/125) ลงในรายการเปรียบเทียบแล้ว

ความแตกต่างระหว่างสายแลน Cat 5E กับ Cat 6

  1. ทำไมต้องใช้ความกว้างของช่องสัญญาณหรือแบนด์วิช (Bandwidth) ทั้งหมดของสายแลน Cat 6 ในเมื่อยังไม่มีแอปพลิเคชั่น (Application) ใดๆ ในปัจจุบันที่ต้องการแบนด์วิช (Bandwidth) ถึง 200 MHz?
    • ความกว้่างของช่องสัญญาณหรือแบนด์วิช (Bandwidth) จะมาก่อนอัตราความเร็วของการส่งข้อมูล เหมือนการสร้างทางด่วนเพื่อรองรับการจราจรที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลัง การเพิ่มแบนด์วิช (Bandwidth) เป็น 2 เท่าจึงเหมือนกับการเพิ่มช่องทางจราจรเป็น 2 เท่านั่นเอง แนวโน้มจากอดีตอาจคาดการณ์ได้ว่าอัตราความเร็วของการส่งข้อมูลจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุกๆ 18 เดือน โดยแอปพลิเคชั่น (Application) ในปัจจุบันจะวิ่งอยู่ที่ 1 Gbps (100 MHz) ซึ่งนั้นเป็นสมรรถนะสูงสุดของสายแลน Cat 5E แต่ถ้ามองถึงอนาคตจะพบว่าีความต้องการในการใช้งานของสื่อผสม (Multimedia) จะมีมากขึ้น ซึ่งหมายถึงความต้องการแบนด์วิช (Bandwidth) ที่มากขึ้น ทำให้สายแลน Cat6 เป็นคำตอบสำหรับการรองรับแอปพลิเคชั่น (Application) ใหม่ๆเหล่านั้น
      แบนด์วิช (Bandwidth) ถูกกำหนดด้วยความถี่สูงสุดที่ซึ่งค่า Power Sum ACR มีค่ามากกว่า 0 (ACR เป็นบวก)

  2. ความแตกต่างระหว่างสายแลน Cat 5E และ สายแลน Cat 6 ทีเห็นได้ชัด
    • ข้อแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างสายแลน Cat 5E และ Cat 6 คือ สมรรถนะในการส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้น อันเกิดจากการเพิ่มแบนด์วิช (Bandwidth) จาก 100 MHz ในสายแลน Cat 5E ไปเป็น 200 MHz ในสายแลน Cat 6 ซึ่งรวมถึงพารามิเตอร์ (Parameter) ต่างๆที่ดีขึ้น เช่น ค่าInsertion Loss, Near-End-Crosstalk (NEXT), Return Loss, และ Equal Level Far End Crosstalk (ELFEXT) สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้สามารถทอนสัญญาณรบกวน (Higher Signal-to-Noise Ratio) ส่งผลให้ระบบมีความน่าเชื่อถือสูงขึ้น (Higher Reliability) จึงสามารถใช้สายแลน Cat 6 กับระบบเดิมและระบบที่มีความเร็วสูงที่จะเกิดตามมาในอนาคต

  3. สายแลน Cat 5Eจะถูกแทนที่ด้วยสายแลน Cat 6หรือไม่?
    • จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์และผลจากโผลหลายๆแห่ง ได้ผลที่สอดคล้องกัน คือ 80% - 90% ของโครงการใหม่ จะติดตั้งสายแลน Cat 6 เพื่อรองรับแอปพลิเคชั่น (Application) ใหม่ๆ และสายแลน Cat 6 ยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบเดิมที่มีใช้งานอยู่ได้ (Backward Compatible) และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ระบบสายแลน Cat 6 ให้สมรรถนะเป็น 2 เท่าของสายแลน Cat 5E แต่จ่ายเงินเพิ่มไม่ถึงครึ่งของสายแลน Cat 5E ทำให้มีความคุ้มค่าแก่การลงทุนเป็นอย่างมาก ประกอบกับราคาของสายแลน Cat 5E ในปัจจุบันที่ได้วิ่งมาสู่จุดต่ำสุดแล้ว ทำให้ราคาของสายแลน Cat 6 ณ ในปัจจุบันถูกกว่าราคา ณ จุดเริ่มต้นของสายแลน Cat 5E ด้วยซ้ำไป

  4. เมื่อไรที่ควรจะแนะนำหรือติดตั้งสายแลน Cat 6 แทนที่จะเ้ป็นCat 5E?
    • หากเป็นโครงการใหม่ ควรติดตั้งเป็นสายแลน Cat 6เลย เพื่อรองรับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต อย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้อที่ 3 เนื่องจาก การเดินระบบสายสัญญาณเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยุ่งยาก หากเลือกติดตั้งสายแลน Cat 5E ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในวันนี้ได้ แต่หากอนาคตต้องใช้อุปกรณ์เครือข่ายที่ต้องการแบนด์วิช (Bandwidth) มากกว่า 100 MHz ก็จะต้องปรับเปลี่ยนระบบสายสัญญาณใหม่ ซึ่งนั้นหมายความว่า คุณจะต้องจ่ายมากกว่าที่คุณต้องการประหยัดโดยการใช้สายแลน Cat 5E ซะอีก

  5. ทำไมไม่ติดตั้งระบบสายสัญญาณใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) แทนที่สายทองแดง (Copper) เลย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบสายสัญญาณอีกในอนาคต?
    • หากไม่มีปัจจัยเรื่องค่า่ใช้จ่าย คุณสามารถติดตั้งสายสัญญาณใยแก้วนำแสงไ้ว้เลย แต่ถ้าคิดถึงความคุ้มค่า สายสัญญาณใยแก้วนำแสงมีราคาเป็น 2 เท่าของสายแลน Cat 6 และการติดตั้งระบบของสายทองแดงทำได้ง่ายกว่า อีกทั้งระบบสายทองแดงยังรองรับการส่งกระแสไฟตามสาย (Power DTE) ที่เป็นแอปพลิเคชั่น (Application) ตามมาตรฐาน IEEE 802.3af ที่อาจเป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชั่นที่จะได้รับความนิยมในอนาคต

  6. สลักของสายแลน Cat 6แบบไหนที่เป็นสายมาตรฐาน
    • มาตรฐาน ANSI/TIA/EIA-568-B.1 ไม่ได้กำหนดไว้ว่าสายแลนหรือสายทองแดงจะต้องมีสลักหรือไม่ หรือต้องมีสลักรูปไหน หรือพูดง่ายๆก็คือ ไม่ได้กำหนดไว้ว่าจสายแลนจะต้องมีรูปทรงไหน ในมาตรฐานเน้นถึงสมรรถนะการส่งข้อมูลของสายเป็นหลัก ส่วนการใส่สลักก็เป็นเรื่องของเทคนิคในการทำให้เกิดความสม่ำเสมอในการตีเกลียว ช่วยให้แต่ละคู่สายแยกจากกันมากขึ้น ทำให้สามารถลดการรบกวน (NEXT) ได้ การที่สลักมีรูปร่างที่ต่างกัน เช่น ทรงกลม(Round Filler) หรือรูปดาว (Star Filler) ก็เป็นเทคนิคของแต่ละผู้ผลิตที่มีการพัฒนาวิธีการผลิตอยู่เรื่อยๆ

  7. ทำไมสายแลน Cat 6 มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าสายแลน Cat 5E?
    • มีอยู่ 2 ข้อหลักๆที่ สายแลน Cat 6 มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าสายแลน Cat 5E คือ สลักและแกนทองแดงของสายแลน Cat 6ใหญ่กว่าสายแลน Cat 5E ปกติสายแลน Cat 5E จะใช้แกนทองแดงเบอร์ 24 AWG ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.51 มม. แต่สายแลน Cat 6 จะใช้แกนทองแดงเบอร์ 23 AWG ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.57 มม. (สายแลน Cat 6 ใช้ปริมาตรทองแดงมากกว่้าสายแลน Cat 5E ประมาณ 26%) จึงทำให้สายแลน Cat 6 มีน้ำหนักมากกว่า การใส่สลักจะช่วยลดสัญญาณรบกวน ส่วนการใช้แกนทองแดงที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยลดค่าการสูญเสียทางไฟฟ้า เพื่อให้ได้ตามข้อกำหนดตามมาตรฐาน ANSI/TIA/EIA-568-B.1 เบอร์ของแกนทองแดงที่ลดลง หมายถึง แกนที่ใหญ่ขึ้น เช่น เบอร์ 23 AWG ใหญ่กว่าเบอร์ 24 AWG

  8. ชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่อเชื่อม (Connector) ของสายแลน Cat 5E และสายแลน Cat 6 ต่างกันหรือไม่?
    • อุปกรณ์เชื่อมต่อ (Connector) ของสายแลน Cat 6 และ สายแลน Cat 5E มีรูปร่างหน้าตาที่คล้ายกัน จะแตกต่างกันก็ที่สมรรถนะการส่งข้อมูล ตัวอย่างเช่น ที่ 100 MHz อุปกรณ์เชื่อมต่อ (Connector)ของสายแลน Cat 5E จะมีค่า NEXT 43 dB แต่สายแลน Cat 6จะมีค่า NEXT 54 dB ซึ่งหมายความว่า อุปกรณ์เชื่อมต่อ (Connector) ของสายแลน Cat 6 จะเหนี่ยวนำกำลังไฟฟ้าของสัญญาณรบกวนระหว่างคู่สายเีพียง 1/12 เท่าของสายแลน Cat 5E เท่านั้น หรือในทางกลับกันอาจพูดได้ว่า อุปกรณ์เชื่อมต่อ (Connector) ของสายแลน Cat 6 มีสัญญาณรบกวนน้อยกว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อของสายแลน Cat 5E ถึง 12 เท่า

  9. จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องใช้ Patch Cord จากโรงงานเพื่อที่จะได้สมรรถนะสายแลน Cat 6?
    • Patch Cord Cat6 เป็นอุปกรณ์ที่ต้องการความแม่นยำ เสถียรและมีสมรรถนะตามข้อกำหนดในมาตรฐาน ANSI/TIA/EIA-568-B.1 โดย Patch Cord จากโรงงานจะถูกผลิตด้วยเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานภายใต้การควบคุมคุณภาพ ซึ่งจะทำให้มั่นใจว่า Patch Cord นั้นๆ จะให้สมรรถนะในระดับ Cat6 จริง แต่ถ้าผู้ใช้ต้องการทำ Patch Cord เองก็สามารถทำได้ แต่ Patch Cord ที่ทำขึ้นมานั้น ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบสมรรถนะว่าอยู่ในระดับ Cat6 หรือไม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสมรรถนะที่ต่ำลงของอุปกรณ์ต่อเชื่อมนั้นจะทำให้ระบบจะล้มเหลว อาจจะให้ประสิทะฺภาีพต่ำลง เช่น ความเร็วในการส่งข้อมูลที่ต่ำลง

  10. ซื้อสายหรืออุปกรณ์ต่อเชื่อม Cat6 คนละยี่ห้อมาใช้ด้วยกันได้หรือไม่?
    • อุปกรณ์ Cat6 ของแท้ได้มาตรฐานนั้น ควรจะใช้งานร่วมกับชิ้นส่วนจากต่างผู้ผลิตได้ ไม่ควรจะให้สมรรถนะต่างกัน หมายถึง สายหรืออุปกรณ์ต่อเชื่อมของแต่ละผู้ผลิตก็จะต้องได้มาตรฐานตามข้อกำหนดในมาตรฐาน ANSI/TIA/EIA-568-B.1ด้วย ซึ่งมาตรฐานที่กำหนดไว้นี้ก็เพื่อให้เกิดมาตรฐานกับชิ้นส่วนจากผู้ผลิตต่างๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้้

ที่มา: ampnetconnect.th

รถเข็นของฉัน

คุณไม่มีรายการสินค้าในรถเข็นของคุณ